เผชิญหน้าราชาฉลาม (2)

Eurng_Luang

ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน Around and outside :เผชิญหน้าราชาฉลาม (2),
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2550 หน้า 38
เรื่อง: ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

เผชิญหน้าราชาฉลาม (2)

มาเถิดเอย มาเถิด

ผมคิดเช่นนั้น ระหว่างแช่น้ำในตู้เย็นที่บ้านคุณ (และบ้านผมด้วย) เพื่อความปลอดภัย ผมเอาเท้าเตะลูกกรงที่อยู่ข้างหน้า อา..ลูกกรงขนาดเท่าหลอดดูดน้ำ คงพอกันไก่หลุดหรือหมาหลุด ทว่า..

ทว่าเจ้าตัวที่กำลังเข้ามาหาผม เธอไม่ใช่หมา เธอคือฉลามขาว ราชาแห่งมวลหมู่ฉลาม เมื่อปากเธองับลงมา จะเกิดแรงกดขนาด 2,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ตัวเลขนี้คุณอาจไม่เข้าใจ จะเปรียบเทียบยังไงก็คงลำบาก เอาเป็นว่าถ้าเธอจะกระแทกกรงจริง คนอยู่ข้างในคงใจสะดุ้งมิใช่น้อย

ผมเริ่มวิตกจริต ใครเอ่ยทำให้เรามาอยู่ในกรงอันนี้ เหตุย้อนไปตั้งแต่ต้น เมื่อผมพาทัวร์เอื้องหลวง การบินไทย บุกทะเลแอฟริกาใต้ เพื่อตามหาวาฬดูฉลาม วาฬเจอแล้ว เล่นง่าย ผิดกับฉลามขาว นอกจากเราจะดูบนเรือ เรายังมีสิทธิ์ลงมาดูในน้ำ โดยเข้าไปอยู่ในกรง

อันว่าตัวเราเป็นวิทยากร สมควรโชว์ออฟ คิดผิดได้เช่นกัน ผมจัดแจงประกาศ ลูกทัวร์เอ๋ย หากใครเก่งใครกล้า คิดอยากลงไปดูฉลามในน้ำ เชิญนะครับ ทัวร์ดูฉลามเขาไม่คิดเงินเพิ่ม แถมยังมีเครื่องแต่งกายให้พร้อม ไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย และเพื่อให้คุณสบายใจ ข้าพเจ้าจะลงไปอยู่ในกรงเป็นเพื่อน จะลงคนเดยวหรือลงกี่คนก็ตามเถิด ผมลงไปด้วยแน่

ในตอนนั้นผมวางขั้นตอนลับไว้ในใจ 3 ขั้นตอน อันดับแรกเรือต้องโคลงแน่ ลูกทัวร์ควรเมากลิ้งหมดแรงแม้กระทั่งคลาน อย่าว่าแต่ลงไปในน้ำเลย อันดับสอง หากรอดด่านแรกมาได้ ลมหนาวพัดฟิ้วรอบด้าน ใครเอ่ยจะคิดลงไปแช่น้ำเย็น 16 องศา ฮ่า..ฮ่า..เหย อันดับสุดท้าย ในน้ำไม่ใช่มีแค่แมงกระพรุน แต่มีฉลามยักษ์ ความยาวอย่างน้อย 4 เมตร กำลังหิวกระหายอยากกินอะไรเป็นที่สุด ในโลกคงมีอยู่แค่ไม่กี่คน อยากลงไปดูโคตรฉลามแยกเขี้ยว หนึ่งบวกสองบวกสาม ผลลัพท์คือหายห่วง จ้างให้ก็ไม่มีใครคิกอยากลงน้ำ

แล้วก็หายจริงครับ เพราะมีผูกล้าฝ่าสามด่านของผม อันดับแรกเค้ากินยาแก้เมา จึงไม่เมา อันดับสอง เค้าคิดว่าชุดพิเศษจะกันหนาวได้สนิท ผิดกับผมผู้รู้ดีว่า ฝันไปเหอะ ชุดมีไว้ช่วยทางใจเท่านั้น อันดับสุดท้าย เค้าคิดว่าปลอดภัยแน่ อย่างน้อยก็ลงทะเลกับป๋า และนั่นคือสิ่งที่เข้าใจผิดมากสุด ผมไม่ใช่ป๋าสำหรับคนอื่น โดยเฉพาะผู้ชาย ผมอยากใช้ชีวิต ชิล ชิล ดูฉลามขาวว่ายไปมาดุจดูปลาสวายหน้าวัด มิใช่ลงมาแช่น้ำเยี่ยงนี้

เมื่อมีผู้กล้า ผมจึงจำเป็นต้องกล้าด้วย เพราะดันบอกไปแล้ว จึงต้องเปลี่ยนองค์ทรงเครื่อง ถอดเสื้อผ้าออกเกือบหมด เหลือแค่กางเกงใน เพราะผมไม่ได้เอากางเกงว่ายน้ำมา เนื่องจากกะว่าไม่มีใครลงน้ำแน่ นอกจากนั้น กางเกงในของผมยังไม่ธรรมดา เพราะเป็นกางเกงในกระดาษ (รู้จักมั้ยครับ มีขายตามซุปเปอร์ ใครไปสปาคงเคยใส่) ผมใช้กางเกงในพรรค์อย่างว่าเวลาเดินทาง เพราะเบากว่าใส่แล้วถอดทิ้งได้เลย ใครจะไปรู้ว่า ข้าพเจ้าต้องถอดกางเกงให้ลูกทัวร์ชม (บริการพิเศษเฉพาะทัวร์เอื้องหลวง ทริปนี้มีอาจารย์ธรณ์ เป็นวิทยากร)

จากนั้นถึงเวลาใส่เว็ทสูท ผมเกลียดชุดแบบนี้มาก เพราะใส่ยากใส่ลำบาก โดยเฉพาะชุดที่ไม่ใช่ของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นชุดหนาตึบ ผิดกับชุดในเมืองไทย เพราะน้ำทะเลแอฟริกาใต้เย็นกว่าบ้านเราเยอะ เมื่อชุดหนาทำให้แขนขากางออกมา ดูแล้วคล้ายหุ่นไล่กายักษ์ แค่นั้นยังไม่พอ เพราะเราต้องใส่ตะกั่วถ่วงไม่ใช่แค่ก้อนสองก้อนเหมือนดำในเมืองไทย เค้าใส่เป็นเป้ตะกั่วไว้ข้างหลัง เมื่อถึงเวลาจะได้จมน้ำดั่งใจ

แต่งกายเสร็จสรรพ ถึงเวลาปีนป่ายลงกรงที่แขวนไว้ข้างเรือ ใครที่เคยดูสารคดีฝรั่ง เห็นกรงดูดีมีสกุล จงลืมภาพนั้นไป เพราะกรงที่ทัวร์ใช้ เล็กกว่ากรงหมาที่บ้านผม ความยาวหนึ่งวาหนึ่งคืบ ความกว้างสองศอก ด้านบนมีฝาเปิดออกเป็นช่องให้เราลงไป จากนั้นฝาก็ปิด เราทำได้เพียงหันหลังให้เรือ หันหน้าออกทะเล ไม่สามารถพลิกตัวไปมาได้เลย

พลิกตัวไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ที่เป็นมาก คือผมมิอาจนั่งได้เลย ต้องเอามือเกาะตะแกรงด้านบน ให้ตัวห้อยอยู่ในน้ำแค่คอ ต้องเกร็งมือเกือบตลอดเวลา ถุงมือก็ไม่มีให้ ทั้งเย็นทั้งหนาวจนมือเป็นตะคริว แถมคลื่นก็ซัดสาดใส่ บ้างก็เข้าปาก หน้ากากที่เค้าหามายังเป็นรุ่นห่วยสุดเท่าที่หาได้ในท้องตลาด

ทั่งหมดนั้นเป็นความทรมานในการรอเธอ นายแบรดโบ๊ทลีดเดอร์บอกไว้ เมื่อเธอมาเมื่อไหร่ เค้าจะเอาเหยื่อโยนล่อ จากนั้นก็สาวเข้ามาหากรง ให้เธอว่ายตามเข้ามาจนใกล้ จนเกือบถึงกรง ถึงตอนนั้น ไอจะตะโกนว่า DRIVE ! ยูรีบปล่อยมือให้ตัวจมลงไปใต้น้ำ มองลอดช่องออไป ไอรับรอง ยูเห็นแน่ อย่าลือเซย์ไฮเผื่อไอด้วย (แล้วทำไมยูไม่ลงมาเซย์เองล่ะวุ้ย)

ผมได้แต่ภาวนา ฉลามเอ๋ยฉลามจ๋า เจ้าจงเห็นใจ โผล่มาให้เราดูเร็วไวอย่าได้รอช้า เมื่อไหร่โผล่มาแล้วโปรดจากไปสู่ที่ชอบๆเถิด เราจะได้กลับไปกินซุบอุ่นๆ บนฝั่งพร้อมเม้าท์กระจาย ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีตรงไหนวุ้ย ???

ตรงนี้แหละครับ เพราะฉลามไม่มา อย่างว่า คืบทะเล ศอกทะเล คิดอยากเจอ ฉลามไม่มา ไม่อยากเจอฉลามมา โชคชะตาระหว่างมนุษย์กับฉลาม มักมีความสัมพันธ์กันเช่นนี้ ห้านาทีผ่านไป ผมรู้สึกว่าเราคิดผิด สิบนาที คิดผิดแน่เชียว ยี่สิบนาที คิดอะไรไม่ออกแล้ว สามสิบนาที โอ๊ย...ข้อยสิอยากตาย ตูเกลียดฉลามคอยดูนะ กลับบ้านเมื่อไหร่ จะเลิกรณรงค์ลดละเลิกกินหูฉลาม เปลี่ยนเป็นแคมเปญใหม่ ฉลามเป็นสัตว์ไร้ประโยชน์ในการท่องเที่ยว สร้างความเจ็บช้ำให้ผู้อยากดู อยู่ไปก็รกโลก สมควรโดนจับมาตัดครีบให้กลายเป็นปลาสากกะเบือให้หมด (เคยเห็นฉลามถูกตัดครีบแล้วทิ้งลงทะเลมั้ยครับ ดิ้นเร่าๆ อยู่ใต้น้ำ เหมือนปลาสากกะเบือไม่มีผิด)

สี่สิบห้านาที ตัวเลนี้ไม่ได้พกลม เพราะจับเวลาไว้ชัดเจน เป็นเวลาสี่สิบห้านาทีเต็มที่ผมอยู่ในน้ำ พยายามเหล่ลูกทัวร์ส่งสายตาอ้อนว่าท้อเถิด หมดหวังเถิด ขึ้นจากน้ำเถิด อย่าได้พยายามอีกเลย เค้าก็ไม่ยอมสบตา แต่มันดันสารภาพภายหลังว่า ผมก็รอ เมื่อไหร่อาจารย์จะชวนขึ้น (บอกอย่างนี้ถ้าดวลกันดีกว่า)

และแล้วผมก็ได้ยินเสียงแว่วๆ บนเรือ พยายามจัเงี่ยหูฟังจับใจความไม่ได้ รู้แต่ว่าผู้คนกำลังเคลื่อนกายไปมา พอเงยหน้าดู เห็นวัตถุบางอย่างบินฟิ้วเข้ามามกรงลงไปอยู่ในน้ำ

สองมือเป็นตะคริว หน้าชาเพราะความหนาว หัวปวดจี๊ดด้วยความเข็นเฉียบค่อนชั่วโมง แต่หูผมยังดี หูผมได้ยินเสียง DRIVE !

ผมสูดอากาศเข้าปอดเต็มที่ ปล่อยมือจากลูกกรง ร่างจมดิ่งสู่ใต้ผิวน้ำ สายตาจ้องผ่านกระจกหน้ากาก โลกรอบตัวเวิ้งว้าง มเพิ่งปลาตัวน้อยขนาดเท่าปลาทูสามสี่ตัวว่ายอยู่ใกล้กรง จากนั้น ผมเห็นฝอยน้ำสีขาวที่ผิวคลื่น ก่อนฟองอากาศจะแตกกระจาย เมื่อลำตัวขนาดยักษ์ของสัตว์ชนิดหนึ่งฟาดลงมา

เสี้ยววินาทีต่อไป ผมเห็นเธอ...

หนึ่งเดือนเศษให้หลัง ผมนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ พยายามอธิบายอารมณ์ของตัวเองในวินาทีนั้น ให้คุณได้ทราบ ผมทำไม่ได้ เหมือนกับที่หนูดาวเคยถาม ผมรู้สึกยังไง เมื่อเห็นเธอครั้งแรก ผมจำได้ แต่อธิบายไม่ได้

หนังสือ JAW บรรยายไว้ “พระเจ้าได้สร้างปีศาจ ก่อนใส่คมเขี้ยวไว้เต็มปาก” แต่ผมอยากเติม “ในระหว่างนั้น พระเจ้าดึงความสง่างามมาจากทุกมวลหมู่สิ่งมีชีวิต ก่อนบรรจุไว้ในร่างเธอ”

หากความกลัวมีตัวตน นั่นคือเธอ และหากความงามมีตัวตน นั่นก็คือเธอ

ทั้งชีวิตของคุณ อาจอยู่เพื่อรอเวลาเพียงไม่กี่วินาที....